วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

เช่ารถเมล์ 4000 คัน ในวงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท

และแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดนายสมัคร สุนทรเวช ก็มีมติเห็นชอบโครงการเช่ารถโดยสารที่ใช้เครื่องยนต์ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 4,000 คัน มูลค่าโครงการ 6.7 หมื่นล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้ว ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายจากกา
หลังจากที่โครงการดังกล่าวถูกยื้อยุดฉุดกระชากจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคชาติไทยอย่างหนัก ทำให้โครงการในฝันของ “นายทรงศักดิ์ ทองศรี” รมช.คมนาคม เด็กในคาถาของ นายเนวิน ชิดชอบ หนึ่งในบิ๊กออฟโฟร์ แห่งพรรคพลังประชาชน ต้องล่มสลายกลายเป็นไซส์เล็ก
ทั้งนี้ เพราะโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ครั้งนี้ เป็นโครงการที่เรียกได้ว่า เมกะโปรเจกต์ โครงการหนึ่งของรัฐบาลเลยก็ว่าได้ เนื่องจากโครงการเต็มรูปแบบที่นายทรงศักดิ์ชงขึ้นมานั้นมีมูลค่าโครงการมากถึง 1.1 แสนล้านบาท กับสัญญาเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 6,000 คัน เป็นระยะเวลา 10 ปี
แม้ ครม.จะมีมติเห็นชอบกับโครงการรถเมล์ 4,000 คันไปแล้ว แต่งานนี้เกิดทั้งเสียงหัวเราะและเสียงกัดฟันไปพร้อมๆ กัน ระหว่างพรรคชาติไทยกับนายทรงศักดิ์
แน่นอน นายทรงศักดิ์ ย่อมไม่พอใจอย่างยิ่งที่โครงการขนาดยักษ์เหลือเพียงโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แถมยังต้อง “แบ่ง” ให้กับพรรคพวกอีกไม่น้อย และสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของนายทรงศักดิ์ ก็คือ
ในการประชุมของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิเศษโครงการเช่ารถเมล์ 6,000 คัน พรรคชาติไทยได้ส่งตัวแทนที่เป็นรัฐมนตรี 2 คน ให้เข้าฟังด้วย ไม่ว่าจะเป็น นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึง นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ที่กำกับดูแลหน่วยงานทางน้ำในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้าร่วมประชุม เพื่อคอย “คุม” ไม่ให้งานนี้ออกนอกลู่นอกทาง
ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวถูกชงขึ้นมาจากสายการเมืองผ่านนายทรงศักดิ์เพียงคนเดียว ด้วยการอ้างถึงการปฏิรูปการให้บริการ ขสมก. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงรถเมล์ใหม่ทั้งหมด และเสนอการ “เช่า” รถเมล์รุ่นใหม่เอ็นจีวีที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคจำนวน 6,000 คันขึ้นมา และเสนอให้ ครม.พิจารณา
และทันทีที่เรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ปรากฏว่ารัฐมนตรีพรรคชาติไทย ทั้งหมดต่างพาเหรด “อัด” โครงการนี้อย่างเต็มที่ ว่าไม่เหมาะสม ไม่มีการศึกษา อย่างเป็นทางการ รวมถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ และประเด็นสำคัญที่เป็นหอก ทิ่มแทงที่สำคัญ คือ ที่มาที่ไปของจำนวน รถเมล์ ว่าทำไมถึงต้องเป็น 6,000 คัน นั้นมาอย่างไร
เหตุที่พรรคชาติไทยอัดโครงการนี้อย่างหนัก เนื่องจากเดิมทีพรรคชาติไทยนั้นคอยดูแลและควบคุม ขสมก. มาหลายยุคหลายสมัย จะมีก็แต่ในยุคนี้ที่พรรคชาติไทยหลุดวงโคจรจาก ขสมก. ประกอบกับต้นเรื่องของโครงการนี้คือ การปรับปรุงเครื่องยนต์รถเมล์ ขสมก. จำนวน 2,000 คัน ให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีได้ก็มาจากพรรคชาติไทย
ดังนั้น การมาชุบมือเปิบโครงการนี้ “ตีกิน” เพียงคนเดียว เป็นเรื่องที่ “ยอมกันไม่ได้”
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงเห็นการ “ตีกัน” อย่างหนักของพรรคชาติไทยกับโครงการนี้ และ “สมัคร” เองก็ “รู้” เรื่องนี้ จึงได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองพิเศษโครงการเช่ารถเมล์ดังกล่าวขึ้น โดยให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในสังกัดพรรคชาติไทย มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อศึกษาโครงการนี้อีกครั้ง
การโยนเรื่องให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิเศษฯ เหมือนกับการสร้างเวทีให้ฝ่ายการเมืองทั้งสองฝ่าย สองพวกได้ตกลง และแบ่งสรรสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโครงการนี้กันได้อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ “สาวไส้” โครงการนี้ จากพวกที่ไม่ได้มี “ส่วนร่วม” ในโครงการนี้
ทำให้ผลสุดท้าย โครงการนี้ก็ถูกตัดทอนและแบ่งปันกันจนเหลือขนาดโครงการเพียงแค่ 6.7 หมื่นล้านบาท หรือลดลงไป 30%
แต่สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือ การร่างข้อตกลงเบื้องต้น หรือทีโออาร์ ในโครงการนี้ ว่าจะ “เข้าทาง” ผู้ประกอบการรายใดหรือไม่
เพราะว่ากันว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่จากญี่ปุ่นทั้ง อีซูซุ และ มิตซูบิชิ ต่างเล็งโครงการนี้ตาเป็นมัน เนื่องจากเป็นโครงการที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ค่ายรถจากประเทศจีนได้ผลิตรถเมล์ในโครงการนี้เตรียมไว้ในโรงจอดรถเรียบร้อยแล้ว และเป็นตัวเก็งที่จะได้โครงการนี้ไปครอง เพราะกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะเช่าจากผู้ประกอบการเพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าตัดทางทำมาหากินของผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะที่ค่ายรถจากจีนก็ส่งประกายเข้าตาในทันทีเช่นกัน
แต่ตอนนี้คงต้องมองกันใหม่ เพราะ อีซูซุ ยักษ์ใหญ่จากค่ายญี่ปุ่น เตรียมกระโดดลงมาเล่นในโครงการนี้เหมือนกัน ซึ่ง “รากฐาน” ของอีซูซุกับ ขสมก. นั้นแน่นหนาไม่ใช่เล่น


รายงานโดย :8...ทีมข่าวการตลาด:
โพสต์ทูเดย์
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

ไม่มีความคิดเห็น: