วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551

เงินจีน 10 หยวน โอลิมปิค 2008


สกุลเงนของประเทสสาธารณรัฐประชาชนจีนคือเงินเหรินหมินปี้
มักใช้ตัวย่อ RMB หน่วยเงินของจีนเรียกว่าหยวน (yuan) หนึ่งหยวนมีสิบเจี่ยว (jiao) หนึ่งเจี่ยวมีสิบเฟิน (fen)
- เงินเหรียญมีเหรียญละ 1 หยวน 1,2,5 เจี่ยว 1,2,5, เฟิน
- ธนบัตรมีใบละ 1,2,5,10,20,50,100 หยวน

















นี่คือธนบัตร 100 หยวน และ 10 หยวน ที่พิมพ์ขึ้นใหม่ในช่วงโอลิมปิค 2008








ภาพธนบัตรจีน 100 หยวน จะไปแทนที่ภาพของประธานเหมา เจ๋อ ตุง ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เมื่อปี 2492 ซึ่งปรากฎอยู่ในธนบัตรรุ่นใหม่ทุกประเภทของจีน แต่ถ้าเป็นธนบัตรแบบเก่า หรือขนาดเล็ก หรือพวกธนบัตรของคริสตจักร ยังคงไม่มีภาพของประธานเหมาปรากฎเช่นกัน ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ใบหน้าของประธานเหมา ถูกนำออกจากสกุลเงินของจีนคือช่วงฉลองการเข้าสู่ปี ค.ศ.2000 ซึ่งในเวลานั้น ธนาคารกลางใช้ภาพมังกรแทนใบหน้าของประธานเหมา บนธนบัตร 100 หยวน


เงินสด เช็ค หรือบัตรเครดิต
เงินสดที่เป็นเงินหยวนที่จะติดตัวไปนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่างางแผนอย่างไรของผู้เขียนพกเงินสดไปเกือบสองหมื่นหยวนเพื่อเตรียมไปจ่ายค่าเรียนและค่าหอ เพราะไปถึงแล้ววันรุ่งขึ้นก็ต้องจ่ายค่าเรียนค่าหอเลย จึงเตรียมเงินสดไป เพราะยังไม่รู้ว่าที่นั่นจะกดได้ที่ไหนบ้าง และค่อนข้างมั่นใจในความปลอดภัยในเมืองจีนพอสมควร
อย่างไรก้ดีหากอยากจะปลอดภัยไว้ก่อน ไม่อยากพกเงินสดไปมากอย่างน้อยก็ควรจะติดตัวไปอย่างน้อยสัก 1,000 หยวน (แตกแบงค์ย่อยไปด้วยนะ) เผื่อค่าโดยสาร (โดยเฉพาะค่าแท็กซี่) ค่าที่พักคืนสองคืนแรก ค่ากิน ค่าบัตรโทรศัพท์ ฯลฯ ที่เหลือถือเป็น Traveler Cheque ไปก็ได้ หรือไม่ก็พกบัตรเครดิตไป (ควรถามมหาลัยก่อนว่ารับบัตรไหม และคิดค่าธรรมเนียมไหม)
แต่ทำไปทำมาที่เก๋า ๆ หน่อยส่วนใหญ่ก็จะพกเงินหยวนเป้นเงินสดไปก้อนใหญ่เลย ไปถึงก้ไปเข้าบัญชีที่นั่น เพราะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเหมือนเช็คกับบัตรเครดิต
แลกเงินหยวนหรือดอลล์ดีกว่า
(สมมติค่าเรียนจ่ายได้ทั้งหยวนและ US$)
- เช่น ณ ขณะนั้น US$1 เท่ากับ 42 บาท และ 1 หยวน เท่ากับ 5.5 บาท วิธีคิดว่าจ่าย US$ หรือหยวนอันไหนจะคุ้มกว่า สมมติค่าเรียนเลือกจ่ายเป็นดอลล์หรือหยวนก้ได้ คือ US$ 1,000 หรือ 8,200 หยวน
- ถ้าแลกเงนไทยเป้นดอลล่าร์ จะต้องใช้เงิน 42,000 บาท แต่ถ้าแลกเงินไทยเป็นหยวน 8,200 จะต้องใช้เงินไทย 8,200 X5.5 =45,100 ฉะนั้นควรจ่ายค่าเรียนเป็นเงินดอลล์ โดยพกเงินดอลล์มาที่จีน
- แต่เงินหยวนถ้าซื้อจากธนาคารจะแพง ขายคืนก็ขาดทุนมาก จะมีแหล่งแลกเงินที่ให้อัตราดีกว่า คำนวณแล้วมักจะถูกว่าดอลล์

หลังประเทศจีนได้เริ่มต้นประกาศนโยบาย “ก้าวออกไป” อันเป็นนโยบายสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนให้วิสาหกิจรัฐ และเอกชนจีนกระโจนเข้าสู่กระแสระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้บริษัทจีนจำนวนไม่น้อย ที่เริ่มสามารถระดมทุนจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มตั้งเป้าในการไล่ล่าผลประโยชน์ในต่างแดนทั้งจากการตั้งกิจการ การซื้อกรรมสิทธิ์หุ้น การควบรวมกิจการ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยขั้นต้น กับเศรษฐกิจของจีนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี กอปรกับสินค้า “เมด อิน ไชน่า” ที่ออกกระจายสู่ตลาดบนและล่างของประเทศต่างๆทั่วโลก ได้ทำให้อุปสงค์ของทุนสกุลเงินเหรินหมินปี้ กลายเป็นที่ต้องการในตลาดต่างแดนมากขึ้นอย่างมหาศาล นั่นก็หมายความว่า ปัจจุบัน เงินหยวน เริ่มกลายเป็นที่ยอมรับในตลาดการเงินสากลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ “เงินหยวน” ที่เคยถูกมองว่าเป็นเงินสกุลเล็กในตลาดโลกนั้น กำลังเริ่มถูกเปลี่ยนบทบาทไป ดร.เฉาหงฮุย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยตลาดการเงิน ของบัณฑิตยสภาด้านสังคมศาสตร์ของจีนได้ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีดังกล่าวกับนิตยสารรายสัปดาห์ “Outlook Weekly” ของจีนโดยระบุว่า “ปัจจุบัน ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนของจีน เริ่มใช้เงิน “เหรินหมินปี้” ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่นๆมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งนี้เป็นผลสะท้อนมาจากเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น ผนวกกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีนที่ผลักดันให้สถานะของเงินหยวนเข้มแข็งมากขึ้น การที่เงินหยวนเริ่มกระจายออกสู่ประเทศหรือภูมิภาครอบด้านมากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนเป็นไปตามอุปสงค์ของตลาด และการตัดสินใจเลือกจากนานาประเทศ” ต่อกรณีดังกล่าว จัดว่าเป็นประเด็นที่ดร.เฉาได้ทำการศึกษาวิจัยมาเป็นเวลานาน จนถึงขั้นเดินเข้าสู่ร้านรับแลกเงินในที่ต่างๆอย่างเซินเจิ้น หรือฮ่องกง อีกทั้งได้ลงทุนเดินทางไปสำรวจถึงแถบเฮยหลงเจียง เพื่อดูว่าเงินหยวนได้ไหลสู่ภายนอกมากน้อยเพียงใด ซึ่งจากการสำรวจดังกล่าวพบว่า “ในอดีตเงินหยวนนั้น มีการใช้เพียงแค่บางภูมิภาคที่มีพื้นที่ติดชายแดนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ได้เริ่มมีการแลกเปลี่ยนหรือแพร่สะพัดไปในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่ง” ฉายา “ดอลลาร์น้อย” สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เงินหยวนได้กลายเป็นสกุลเงินสำคัญที่เป็นรองเพียงแค่เงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยนเท่านั้น ในขณะที่ทางชายแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เงินหยวน ถูกขนานนามว่าเป็น “ดอลลาร์น้อย” ที่ใช้เป็นสกุลเงินซื้อขายแลกเปลี่ยนมากขึ้น ส่วนประเทศลาวนั้น 3 แขวงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็สามารถใช้เงินหยวนแทนที่เงินท้องถิ่นได้เลย ทางด้านพม่า เพียงแค่เม็ดเงินที่ไหลเข้าออกจากการซื้อขายชายแดนกับกิจกรรมท่องเที่ยวในแต่ละปีก็มีมากกว่า 1,000 ล้านหยวนแล้ว และที่ประเทศเวียดนาม เงินหยวนแพร่สะพัดถึงขนาดธนาคารแห่งรัฐเวียดนาม ( State Bank of Vietnam) ได้มีการเปิดให้เปิดบัญชีเงินฝากสกุลเหรินหมินปี้ได้ นอกจากนั้น เงินหยวนยังเข้าไปมีบทบาทในภูมิภาคเอเชียกลางทั้ง 5 ประเทศ (คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถานและเติร์กเมนิสถาน) รวมไปถึงรัสเซีย และปากีสถาน โดยปัจจุบันมีเงินหยวนไหลเข้าคาซัคสถานราวปีละกว่า 1,000 ล้านหยวน และประเทศอื่นๆในเอเชียกลางรวมกันอีกว่า 1,000 ล้านหยวน ยังไม่นับมองโกเลียที่เงินหยวนได้กลายเป็นสกุลเงินต่างประเทศหลัก ถึงขนาดธนาคารแต่ละแห่งมีการเปิดให้มีบัญชีเงินฝากเป็นเงินหยวนได้ หรือแม้แต่ในประเทศญี่ปุ่น เขตที่มีคนจีนกระจุกตัวมากนั้น ก็มีการเริ่มรับชำระสินค้าเป็นเงินหยวนได้แล้ว ส่วนฮ่องกง ซึ่งถือว่าเป็นภูมิภาคที่เงินหยวนไหลเข้ามากที่สุด กลายเป็นแหล่งที่สามารถใช้วิธีการต่างๆมากมายในการที่จะแลกเงินหยวน โดยเฉพาะนับตั้งแต่เงินหยวนแข็งค่าเกินกว่าเงินดอลลาร์ฮ่องกง ในย่านการค้าหลายแห่งของฮ่องกง ต่างก็ยินดีให้ใช้เงินหยวนในการซื้อขายสินค้า หรือหลายคนถึงขั้นใช้เงินหยวนเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการออมเพื่อการลงทุน “การที่เงินหยวนเริ่มมีความเป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆนั้น เกิดขึ้นจากการเลือกของตลาด ไม่ใช่เกิดจากการผลักดันของรัฐบาล” ดร.เฉาระบุ โดยทั่วไปแล้ว การที่สกุลเงินของประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถกลายเป็นสกุลเงินสากลได้นั้นจุดเริ่มต้นต้องพิจารณาจากระบบเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศดังกล่าว คือจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่พอ อีกทั้งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้กับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ ต่อมาก็พิจารณาด้านการเปิดกว้างทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศที่มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก จะทำให้นานาชาติมีอุปสงค์ต่อสกุลเงินชาตินั้นๆเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่หลังวิกฤตทางการเงินในเอเชียปี 1997 เงินหยวนยังคงสามารถรักษาจุดยืนของ “เงินดี” มาโดยตลอด ซึ่งดร.เฉามองว่า หากรูปแบบเศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆในเวทีสากล จะทำให้ประเทศที่ทำการซื้อขายมีความเชื่อมั่นและมีอุปสงค์ต่อเหริมหมินปี้มากขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เงินหยวนจะกลายเป็นสกุลเงินสากลขึ้น อย่างไรก็ตาม นายหวังหยวนหลง เจ้าหน้าที่วิจัยจากธนาคารแห่งประเทศจีน (บีโอซี) ได้ระบุว่า “แม้ปัจจุบันเงินหยวนจะเริ่มแพร่หลายในต่างประเทศ แต่นั่นยังไม่ได้หมายความว่าเงินหยวนได้กลายเป็นสกุลเงินสากล เพียงแต่การที่เงินหยวนเริ่มแพร่หลายในนานาประเทศสูงขึ้นเรื่อยๆนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินสากล หรือกลายเป็นสกุลเงินของโลกในอนาคต” ผลได้-ผลเสีย กับการเป็นสกุลเงินสากล ประเทศจีนยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น วันใดที่เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินสากลได้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการลดความสูญเสียจากการใช้เงินสกุลต่างชาติเท่านั้น แต่ยังจะเป็นประโยชน์ต่อการเปิดเส้นทางเงินทุนเส้นใหม่อีกด้วย หวังหยวนหลงได้ระบุว่า เมื่อเงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินสากล จะปรากฏทั้งข้อดีและข้อเสีย ด้านดีที่เห็นได้ชัดก็คือการยกระดับฐานะในเวทีสากล และอิทธิพลที่มีต่อเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้นยังเป็นการลดความเสี่ยงที่เกิดจากมูลค่าเงิน ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาการค้าการลงทุนของจีนกับนานาชาติ ทว่าข้อเสียที่จะตามมาก็มีอยู่เช่น การได้รับผลสะท้อนอันส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงินในประเทศ เพราะเมื่อเงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินสากล นั่นก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจของจีนจะเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน ตลาดการเงินสากลนั้นยังจัดว่ามีความอ่อนไหวอยู่มาก นอกจากนั้นการควบคุมเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่จีนทำมาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทวีดีกรีความยากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากปรากฏปัญหาเงินเฟ้อเกิดขึ้น ธนาคารกลางอาจจะใช้วิธีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหา ในเวลานี้ผู้ที่ถือครองเงินหยวนอยู่ในตลาดนานาชาติ ก็จะฉวยโอกาสในการเพิ่มอุปทานของเงินหยวน อันจะทำให้มาตรการที่แบงก์ชาติออกมานั้นมีประสิทธิภาพน้อยลง นอกจากนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ เมื่อเงินสกุลเหรินหมินปี้ได้กลายเป็นสกุลเงินสากล ก็อาจจะทำให้ประเด็น “การคุกคามจากจีน” ถูกรื้อฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง โดยหวังหยวนหลงได้ระบุว่า เมื่อเงินหยวนนั้นเริ่มเป็นที่ยอมรับจากเวทีนานาชาติอย่างเด่นชัดมากขึ้น ประเทศทางตะวันตก จะแสดงออกถึงท่าทีอันขัดแย้ง ต่อฐานะของ“เงินสกุลจีน”ออกมทันที กล่าวคือ ด้านหนึ่งจะปรารถนาให้เงินหยวนแข็งค่ามาเพื่อ “แก้ปัญหา” ดุลการค้าที่ไมสมดุลของโลก แต่อีกด้านหนึ่ง การที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆนั้น จะทำให้เงินหยวนค่อยๆไปแทนที่เงินสกุลอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกคงไม่อยากจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้น แปลและ
เรียบเรียงโดย ยุทธชัย อนันตศักรานนท์

ไม่มีความคิดเห็น: